http://www.maroomthai.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 Home  Discovery Channel  Products Certificates  Payment  FAQ
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 17/09/2008
ปรับปรุง 02/05/2018
สถิติผู้เข้าชม2,032,357
Page Views2,637,122
Menu
หน้าแรก
สินค้า
การชำระเงิน
สมเด็จพระเทพฯทรงเปิดสวนมะรุม
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
สมเด็จพระเทพฯทรงเปิดสวนมะรุม
สินค้าและราคามะรุม
การชำระเงิน
มะรุมของดี...ของไทย
เอกสารรับรองคุณภาพมะรุม
สัมนาและแสดงสินค้ามะรุมน่าสนใจ
มหัศจรรย์ของ "มะรุม "
ประสบการณ์จริงของผู้ใช้มะรุม
คำถามมะรุมที่พบบ่อย
คุณค่าทางโภชนาการของมะรุม
ประโยชน์ของมะรุม
ประโยชน์ของน้ำมันมะรุม
เอนไซม์มะรุม
ประโยชน์ของชามะรุม
ลูกประคบมะรุม
น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร
Products & Price
  Payment
  FAQ
Distributors Welcome
รู้ทันโรคกับมะรุม
รอบรู้เรื่องมะเร็ง...อื่นๆ
แจกมะรุมฟรี !!!
นานาสาระจากมะรุม
Moringa Research
ตรวจสอบการส่งมะรุม
แผนที่ฝ่ายจัดส่งสินค้ามะรุม
มะรุม:แหล่งอ้างอิงอื่นๆ
« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     
 

มะรุมพิชิตและป้องกันโรคภูมิแพ้ได้?

มะรุมพิชิตและป้องกันโรคภูมิแพ้ได้?

มะรุมพิชิตและป้องกันโรคภูมิแพ้ได้?

ทำอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

ผศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา  
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ความสำคัญของการป้องกันโรคภูมิแพ้
       อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลก  และการสำรวจในประเทศไทยเอง  พบว่า  เพิ่มขึ้น  3 – 4  เท่า  ภายในระยะเวลา  40  ปีที่ผ่านมา  ขณะนี้ประเทศไทยมีอุบัติการของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้  คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ  23-30, โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้  หรือโรคหืด  ร้อยละ  10-15, โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้  ร้อยละ  15  และโรคแพ้อาหาร  ร้อยละ  5  โดยอุบัติการในเด็กจะสูงกว่าในผู้ใหญ่
       โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่  และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, หูชั้นกลางอักเสบ, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ
              
สาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจาก  กรรมพันธุ์  และ สิ่งแวดล้อม   โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50   แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70   ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10    เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางกรรมพันธุ์ได้     การควบคุมสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา  ตลอดจนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม  จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในบุตรได้

ทำไมการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
       เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และมีการศึกษาที่แสดงว่า  สิ่งแวดล้อมและอาหารเป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้  ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ  เช่น  ควันบุหรี่  ตั้งแต่แรกในเด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง)  และการให้เด็กดื่มนมมารดาจะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้     ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีโรคภูมิแพ้ร่วมกันหลายชนิด  เช่นเด็กที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนังอาจพบมีการแพ้อาหารร่วมด้วย    ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะสามารถลดอัตราการเกิดของการแพ้อาหารได้    การดื่มนมมารดาหรือนมสูตรพิเศษ (extensively hydrolyzed  formula หรือ partially hydrolyzed formula)  ซึ่งเป็นนมที่มีการสลายโปรตีนที่ทำให้เกิดการแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้  นอกจากนี้การดื่มนมที่ผสมจุลินทรีย์สุขภาพ  (probiotic bacteria)  เช่น แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดแบคทีเรียม  ซึ่งเป็น  จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันและลดอัตราการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังได้

รับประทานอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
       เด็กที่มีประวัติครอบครัวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้  ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย   โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
• ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษสำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร 
• กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้   ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
• ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
• ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง  นมแพะ  นมแกะ  ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกับการแพ้นมวัว
• ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน   โดยแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ภายในหนึ่งสัปดาห์    ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่  อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด  กล้วยน้ำว้า  ฟักทอง น้ำต้มหมู  น้ำต้มไก่  ผักใบเขียว
• ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
• ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วและปลาจนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี
               
       สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้  ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา)   อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี  วิตะมินเอ  ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์  นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิดเช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
     
       นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว  ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน  เช่น  ไรฝุ่น, สัตว์เลี้ยง, เชื้อรา, แมลงสาบ  ตั้งแต่ขวบปีแรก  โดย
• ใช้เครื่องเรือนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
• งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอนหรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอนที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์  ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ   ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
• ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน 
• ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน, ปลอกหมอน, ผ้าห่มทุก 1-2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  
• ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ
• ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว ภายในบ้าน 
• พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน 
• จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ  
 
       การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสีย, ควันไฟ, ฝุ่นละอองจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่อายุน้อยๆ  สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้

วิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา 
   
      
  ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศและโรคหืด มักเป็นเรื้อรัง หรือเป็นแล้วเป็นอีกแต่ถ้าท่านรู้จักวิธีปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง อาจสามารถเอาชนะโรคภูมิแพ้ได้ โดยควบคุมอาหารไว้ไม่ให้แสดงออกมา หรือมีอาการก็เพียงเล็กน้อย จึงควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้
      1.  พยายามกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านที่พบมีผู้แพ้ได้บ่อย เช่น ฝุ่นในบ้าน ตัวไร ในฝุ่น เชื้อราในอากาศ แมลงสาบ ยุง แมลงวัน และมด เป็นต้น
 -  ห้องนอน ต้องจัดให้มีของอยู่น้อยที่สุด เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายและไม่เป็นที่เก็บกักฝุ่น ที่นอน และหมอนไม่ควรใช้ที่ทำด้วยนุ่น และต้องตากแดดบ่อย ๆ เพื่อฆ่าตัวไรในฝุ่น
- ต้องไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีขน เช่น แมวและสุนัขไว้ในบ้าน
- พยายามหลีกเลี่ยงละอองเกสรหญ้า วัชพืช และดอกไม้ทุกชนิด
      2. พยายามหลีกเลี่ยงสารระคายเคือง และปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ เช่น
ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียรถยนต์ ควันธูปกลิ่นฉุน ๆ เช่น กลิ่นสี กลิ่นน้ำหอม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น อาการเย็นจัด ร้อนจัดเกินไป แอร์เป่าหรือพัดลมเป่าโดยตรง ฯลฯ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจแพ้อาหารหรือผลไม้บางชนิดได้ จึงต้องใช้ความสังเกตให้ดีเมื่อกินอาหารบางอย่าง แล้วเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีผู้แพ้บ่อย ได้แก่ อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ไข่และนม เป็นต้น ถ้าพบว่าแพ้อาหารชนิดใดก็ควรงด
      3. ระวังรักษาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจให้ดีอยู่เสมอ โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ทางด้านจิตใจ ก็ระวังอย่าให้เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป และหากมีโรคติดเชื้ออยู่ในร่างกาย เช่น เป็นโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง เจ็บคอบ่อย ๆ หรือแม้แต่ฟันผุ ก็ต้องรีบรักษา
      4.  ถ้าหากท่านได้ปฏิบัติดังกล่าวมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถควบคุมอาการของโรคภูมิแพ้ได้ ต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาโดยตรง และใช้ยาช่วยระงับอาการตามที่แพทย์สั่งให้เท่านั้น สำหรับผู้ที่มีอาการมาก แพทย์อาจแนะนำให้ท่านรับการรักษาโดยการฉีดวัคซีนร่วมไปด้วย

 

 

 
 หน้าแรก สินค้าและราคา มะรุมแคปซูล น้ำมันมะรุม คำถามที่พบบ่อย  บทความ  รวมรูปภาพ
view