http://www.maroomthai.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 Home  Discovery Channel  Products Certificates  Payment  FAQ
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 17/09/2008
ปรับปรุง 02/05/2018
สถิติผู้เข้าชม2,032,336
Page Views2,637,101
Menu
หน้าแรก
สินค้า
การชำระเงิน
สมเด็จพระเทพฯทรงเปิดสวนมะรุม
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
สมเด็จพระเทพฯทรงเปิดสวนมะรุม
สินค้าและราคามะรุม
การชำระเงิน
มะรุมของดี...ของไทย
เอกสารรับรองคุณภาพมะรุม
สัมนาและแสดงสินค้ามะรุมน่าสนใจ
มหัศจรรย์ของ "มะรุม "
ประสบการณ์จริงของผู้ใช้มะรุม
คำถามมะรุมที่พบบ่อย
คุณค่าทางโภชนาการของมะรุม
ประโยชน์ของมะรุม
ประโยชน์ของน้ำมันมะรุม
เอนไซม์มะรุม
ประโยชน์ของชามะรุม
ลูกประคบมะรุม
น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร
Products & Price
  Payment
  FAQ
Distributors Welcome
รู้ทันโรคกับมะรุม
รอบรู้เรื่องมะเร็ง...อื่นๆ
แจกมะรุมฟรี !!!
นานาสาระจากมะรุม
Moringa Research
ตรวจสอบการส่งมะรุม
แผนที่ฝ่ายจัดส่งสินค้ามะรุม
มะรุม:แหล่งอ้างอิงอื่นๆ
« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     
 

มารู้จักผิวหนังของเรากันดีกว่า

 

 

" "

 

ผิวหนัง ถือว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย มีเนื้อที่มากถึง 2 ตร.ม. ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมีความหนาไม่เท่ากัน เช่นเปลือกตาเป็นส่วนที่บางที่สุด มีความหนาน้อยกว่า 0.5 มม. ส่วนบริเวณหลังจะมีความหนามากกว่า คือ 5 มม. แต่โดยทั่วๆแล้วไปผิวหนังจะมีความหนาประมาณ 1-2 มม.  โครงสร้างผิวแบ่งออกเป็น 3 ชั้นใหญ่คือ ชั้นหนังกำพร้าเป็นผิวชั้นนอก ( Epidermis) ถัดมาคือ ชั้นหนังแท้เป็นผิวหนังชั้นใน ( dermis) และชั้นในสุดคือ ชั้นไขมัน ( Subcutaneous Tissue)

ผิวหนังทำหน้าที่หลากหลาย อาทิเช่น ผิวหนังช่วยปกป้องอันตราย จากฝุ่นละอองเชื้อโรค มลพิษต่างๆหรือแม้แต่การกระทบกระแทก เพื่อป้องกันอวัยวะภายใน และร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม หรือ อันตราย นอกจากนี้เม็ดสีเมลานินที่อยู่ในผิวหนัง ยังช่วยป้องกัน ไม่ให้แสงแดดทำอันตรายกับผิวอีกด้วย ช่วยควบคุมอุณภูมิภายในร่างกาย ผิวหนังเป็นอวัยวะที่รับความรู้สึกได้ อีกทั้งยังช่วยขับถ่ายของเสียในรูปของเหงื่อ และช่วยในการสังเคราะห์วิตามิน ดี ให้กับร่างกาย อีกด้วย
ลักษณะของผิวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกัน ดังต่อไปนี้ กรรมพันธุ์ การพักผ่อน อายุ ยา อาหาร น้ำ เพศ ฤดูกาล การพักผ่อน สุขภาพกายและจิตใจ รวมทั้งการออกการกำลังกาย ด้วย แต่เราสามารถจำแนกผิวของเราได้อย่างคร่าวๆตามลักษณะของผิวได้ 5 ประเภท ดังนี้

 

1.ผิวธรรมดา (Normal skin) ผิวธรรมดามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 15-25% เป็นผิวที่มีความละเอียด ปริมาณไขมันที่พอเหมาะ มีความชุ่มชื่นและสดใส เป็นผิวที่ทุกคนปรารถนา ส่วนใหญ่แล้วพบในช่วงอายุก่อนวัยรุ่น ซึ่งยังไม่มีการผลิตฮอร์โมนเพศมากระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ผิวปกติจึงเรียบเนียน รูขุมไม่หยาบและไม่เป็นขุยง่าย เรียกได้ว่า ผิวมีความยืดหยุ่นสูงไม่มีความมันเยิ้มบนใบหน้าและไม่แห้งตึง แม้กระทั่งหลังการล้างหน้าใหม่ ๆ ผิวปกติจึงมักไม่มีปัญหา
คำแนะนำในการดูแลผิวธรรมดา
ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ดีที่สุด แต่น้อยคนนักที่จะมีผิวลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นผิวผสม คือมีบางส่วนที่มีความพอดี แต่บางส่วนอาจจะแห้งหรือมันเกินไป การดูแลผิวให้สะอาดและมีสุขภาพดีถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่าใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม หรือมากเกินไป เพราะจะทำร้ายผิวมากขึ้น

 

2.ผิวแห้ง (Dry skin)  ผิวแห้งจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยกว่าผิวธรรมดา คือมีปริมาณน้ำอยู่ในเคอราติน น้อยกว่า 10% และอาจเกิดจาการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันได้น้อย ทำให้ผิวสูญเสียน้ำออกไปมาก ผิวจึงแห้งตึงโดยเฉพาะบริเวณ รอบปาก รอบดวงตาจะเห็นรอยย่นเล็กๆได้ แต่หากผิวแห้งมากจะเห็นเป็นขุยหรือแตกได้
สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งสามารถสังเกตได้จากผิวหน้าจะเป็นขุยได้ง่าย  และแห้งตึงหลังล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ ข้อดีคือ รูขุมขนละเอียด ดูเรียบ ไม่หยาบ ไม่มันเยิ้ม และจะมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและสิวอุดตันน้อยกว่าผิวชนิดอื่น ผิวหน้าจะแลดูผ่องสะอาด แต่ข้อเสียสำคัญคือ มักมีริ้วรอยก่อนวัย โดยเฉพาะบริเวณผิวบอบบางเช่น รอบดวงตา
คำแนะนำในการดูแลผิวแห้ง
ผิวแห้งเนื่องจากน้ำในเซลล์ผิวหนังลดลง ดังนั้นการกระทำใดๆก็ตามเพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เช่น การทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน โดยเฉพาะในหน้าหนาว ความชื้นในอากาศน้อยลง ควรทาครีมบำรุงเป็นประจำทุกครั้งหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำ หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นในการชำระล้าง หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ในการล้างหน้า เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำมันที่ทำหน้าที่เคลือบผิวมากขึ้น ควรล้างหน้าวันละครั้งด้วยน้ำเปล่าจะดีที่สุด ยกเว้นว่าสกปรกมากก็อาจใช้ Cleansing cream เช็ดทำความสะอาดก่อนแล้วตามด้วยขั้นตอนของการล้างหน้าด้วย ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน

 

3.ผิวมัน (Oily Skin)  ผิวมันจะมีน้ำหล่อเลี้ยงพอๆกับผิวธรรมดา แต่เป็นผิวที่มีรูขุมขนโตกว่าปกติจึงมีการหลั่งน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ผิวหน้าจึงดูหยาบ ไม่เรียบสวย เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่าย โดยเฉพาะในวัยรุ่นซึ่งฮอร์โมนเพศจะมีบทบาทมากในการกระตุ้น การทำงานของต่อมไขมัน ดังนั้นจึงพบว่าวัยรุ่นเป็นสิวมากกว่าคนแก่ แต่ก็พบว่าคนที่มีผิวมัน จะไม่ค่อยพบเห็นริ้วรอยเหี่ยวย่นเหมือนกับคนผิวแห้ง การเกิดปัญหาสิวหรือสิวเสี้ยนที่พบนั้น ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่สิว แต่เป็นลักษณะที่รูขุมขนขยายตัวและมีขนอ่อนแทรกขึ้น เมื่อแทรกหลายเส้นเข้าก็เกิดการรวมตัวของไขมันในบริเวณดังกล่าวจนแข็งเป็นเสี้ยนเล็ก ๆ สีดำ จึงเรียกกันว่าสิวเสี้ยน ซึ่งมักเกิดบริเวณ คาง และรอบปาก ฯลฯ
คำแนะนำในการดูแลผิวมัน  
อาจจะต้องล้างหน้าบ่อยขึ้น การล้างหน้าด้วยน้ำธรรมดาอาจจะไม่เพียงพอ การล้างหน้าด้วยสบู่ที่มีสภาพเป็นด่างรุนแรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่อ่อนโยนต่อผิวจะดีกว่า ควรล้างน้ำด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นช่วยละลายไขมันที่เกาะติดบนใบหน้าได้ คนผิวมันมีรูขุมขนกว้างเกิดการอุดตันและเป็นสิวง่าย ควรใช้โลชั่นหรือน้ำยากระชับรูขุมขน (Toner) ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ แต่ผลอาจจะไม่ถาวร ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะทำให้ผิวมันมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนของน้ำมัน (Oil free) หรือมีส่วนผสมของน้ำมันน้อยที่สุด

 

4. ผิวผสม (Combination skin) ผิวโดยทั่วไปมีลักษณะผสมระหว่าง ผิวมันบริเวณที-โซนหรือแถวหน้าผากและจมูก ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่น ทำให้มีปัญหาเรื่อง สิวไ ด้ ส่วนผิวบริเวณแก้มทั้งสองข้าง มีลักษณะ ผิวธรรมดา หรือ ผิวแห้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผิวผสมคือ เนื่องจากเป็นผิวที่มีทั้ง ผิวแห้ง และ ผิวมัน ทำให้อาจมีปัญหาเรื่อง สิวไ ด้ง่ายที่บริเวณที-โซน และผิวแห้งตึง เป็นขุย หลังการล้างหน้า บริเวณ แก้มทั้งสองข้าง
คำแนะนำในการดูแลผิว
เป็นผิวที่มีลักษณะทั้งผิวแห้ง และ ผิวมัน การดูแลผิวจึงควรเลือก   ผลิตภัณฑ์ ที่จะช่วยปรับสมดุล ของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุม ความมันและลดความมันบริเวณ ที-โซน แต่ก็ไม่ทำให้ผิวบริเวณอื่นแห้ง

 

5. ผิวบอบบาง-แพ้ง่าย (Sensitive skin) ผิวบอบบาง-แพ้ง่ายนั้นไม่มีข้อบ่งชัดว่าเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่เกิดอาการคันยิบ ๆ หรือแสบบนผิวหน้า โดยไม่มีรอยของโรคหรือผื่นให้เห็น และมักพบว่าเกิดหลังใช้เครื่องสำอางหรือใช้ยาทาบางชนิด แต่ในรายที่เป็นมากอาจมีผื่นแดง คัน หรือเกิดรอยไหมด้วย ผิวชนิดนี้จึงควรระมัดระวังการใช้เครื่องสำอางเป็นพิเศษ ผู้ที่มีผิวหน้าบอบบาง - แพ้ง่ายมักผิวแห้งและมีกรรมพันธุ์ของโรคภูมิแพ้ หรือเป็นภูมิแพ้ที่อวัยวะอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว เช่น ที่จมูก ตา หลอดลม (หอบหืด) บางคนก็มีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบบริเวณทีโซน หรือ สิวชนิด Rosacea คือสิวซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดง พอถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีก็เกิดความระคายเคืองได้ง่ายการแพ้ที่ว่ามี ทั้งที่เกิดครั้งแรกหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์และเกิดขึ้นหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อเนื่อง แถมเมื่อแพ้ผลิตภัณฑ์ ใดในครั้งแรกแล้ว ก็จะเกิดการแพ้ตัวที่สองและสามตามมา ทั้งที่ไม่เคยแพ้มาก่อน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทุกตัว และจึงไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาอาการที่เกิดขึ้น
คำแนะนำในการดูแลผิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง- แพ้ง่าย หรือ ผิวบอบบาง ซึ่งมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ (Alcohol Free หรือ Perfume Free)   หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าก่อให้เกิดการแพ้ต่ำ ซึ่งมักจะระบุว่า “Hypoallergenic”

 ***Credited to CMI....Thank you for your info.***

 

 
 หน้าแรก สินค้าและราคา มะรุมแคปซูล น้ำมันมะรุม คำถามที่พบบ่อย  บทความ  รวมรูปภาพ
view